แสงที่มีอุณหภูมิต่ำจะให้สีอุ่น ขณะที่แสงมีอุณหภูมิสูงกลับให้สีเย็น

อุณหภูมิสี (Color Temperature)

เนื่องมาจากสีนั้นคือคลื่นพลังงานความร้อนชนิดหนึ่ง ดังนั้นในการวัดค่าสีที่เกิดจากแสงนั้น จึงวัดด้วยหน่วยอุณหภูมิเดียวกับอุณหภูมิความร้อนซึ่งการวัดค่าอุณหภูมิสีของแสงนั้นใช้หน่วยเป็น K(เคลวิน) โดยมีความสำคัญคือ ใช้ในการวัดค่าจากการที่แสงสามสีมาผสมกันแล้วจึงวัดค่าเพื่อหาค่ามาตราฐาน หาค่าชดเชยในการผสมสีและอื่นๆ ซึ่งค่าที่แสงทั้งสามสี (RGB)ผสมออกมาเท่าๆกันแล้วจะได้แสงสีขาวที่ อุณหภูมิสีที่ 6500K

อุณหภูมิของแสงแบ่งออกได้เป็น ชนิดหลักๆ

  1. เดย์ไลท์ (Day Light) โทนแสงสว่างตา เป็นโทนแสงเดียวกับแสงกลางวัน ให้แสงสว่างสูง ออกไปในโทนสีฟ้า มองเห็นได้ชัด ให้ความรู้สึกสดใส กระฉับกระเฉง ตื่นตัว ประยุกต์ใช้กับการทำงานเป็นหลัก เช่น ห้องทำงาน ภายในออฟฟิศ สำนักงาน ห้องครัว หรือแม้แต่ห้องนอน ในมุมที่ต้องการแสงสว่างอย่างเพียงพอ อาทิเช่น มุมอ่านหนังสือ มุมทำงาน อาจเรียกได้ว่า เป็นชนิดหลอดไฟที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุดก็ว่าได้ เนื่องด้วยคุณสมบัติที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน สามารถนำไปใช้ได้ทุกๆงาน
  2. คูลไวท์ (Cool White) โทนแสงระหว่าง วอร์มไวท์และเดย์ไลท์ เรียกได้ว่า หากใครต้องการความเป็นกลาง เลือกไม่ถูกระหว่าง 2 ตัวเลือกก่อนหน้านี้ คูลไวท์อาจเป็นอีกหนึ่งคำตอบได้เป็นอย่างดี ระดับแสงคูลไวท์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้ทุกรูปแบบ ทั้งภายในและภายนอก ลดความอุ่นของแสงสีส้ม และลดความสว่างของแสงเดย์ไลท์ ทำให้เกิดความสมดุล ลักษณะเป็นแสงสีขาวนวลตา
  3. วอร์มไวท์ (Warm White) ให้โทนแสงนวลตา เป็นสีโทนอุ่น ให้ความสว่างไม่มากนัก ออกสีทองส้ม เหมาะกับการใช้เพื่อประดับตกแต่งมากกว่าเน้นการมองเห็น ประยุกต์ใช้ร่วมกับการจัดสวนได้ดี แสงวอร์มไวท์ จะสะท้อนกับวัสดุให้แสงสีทอง ทำให้บริเวณพื้นที่ดูงดงามขึ้นมาทันตาเห็น หากนำไปใช้ตกแต่งภายใน เหมาะกับแสงภายในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือห้องที่ใช้ในการพักผ่อน ไม่เพียงแค่สร้างความอบอุ่นเท่านั้น แต่แสงชนิดวอร์มไวท์ ยังให้ความรู้สึกโรแมนติก ผ่อนคลายอีกด้วย สถานที่พักต่างๆ จึงนิยมใช้หลอดไฟชนิดนี้มาตกแต่งกัน